รายงานสภาวะตลาดผลิตภัณฑ์สำหรับเส้นผมในประเทศไทย

บทนำ
ตลาดเส้นผมในประเทศไทย
มูลค่าการเติบโตของตลาดเพิ่มขึ้น 15.9 พันล้านบาทในปี 2006 หรือ 5% จากปี 2005
มีการเปลี่ยนแปลงแนวคิดจากผลิตภัณฑ์จากธรรมชาติสู่ผลิตภัณฑ์เพื่อการดูแลสุขภาพมากขึ้น
ตลาดผลิตภัณฑ์เส้นผมในร้านเสริมสวยเติบโตอย่างรวดเร็วถึง 8% ในปี 2006
Unilever เป็นผู้นำในตลาดโดยมีส่วนแบ่งทางการตลาด 32% ในปี 2006
ที่มา : Euromonitor International : Country Sector Briefing
แนวโน้มสภาวะตลาดโดยทั่วไป

แนวคิดสำหรับตลาดเส้นผม โดยมีเป้าหมายสาววัยรุ่น ยังคงต้องการความนุ่มสลวย เงางามเป็นธรรมชาติของเส้นผม ขณะที่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผม และผลิตภัณฑ์ย้อมสีผม ยังคงเป็นลักษณะตามแฟชั่นสมัยใหม่และเนื่องด้วยสภาวะมลพิษในปัจจุบันมีเพิ่มขึ้น ทำให้เกิดผมเสียง่ายดังนั้นผลิตภัณฑ์ที่ช่วยปกป้องดูแลและคืนความเงางามของเส้นผม เพื่อให้สุขภาพดียังคงมีความต้องการอยู่เช่นกัน
ตลาดแชมพู 2 in 1 มีอัตราการขยายตัวถดถอยลง เนื่องจากสภาวะเศรษฐกิจที่ถดถอย และลูกค้ากลุ่มเป้าหมายหลักเริ่มกลับมาใช้แชมพูและครีมนวดผมแยกกันมากขึ้น เนื่องจากลูกค้าบางส่วนเชื่อว่าจะมีประสิทธิภาพต่อเส้นผมดีกว่า
ตลาดร้านเสริมสวยเป็นตลาดที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ผู้หญิงไทยส่วนใหญ่มักเข้าร้านเสริมสวยเพิ่มมากขึ้นในแต่ละปี ดังนั้นผลิตภัณฑ์จำพวกครีมเปลี่ยนสีผม ครีมยืดผม ผลิตภัณฑ์บำรุงเส้นผม มีอัตราการใช้เพิ่มสูงขึ้น
อัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มมากขึ้นและนโยบายสงครามราคากดดันให้การแข่งขันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น การจัดจำหน่ายผ่านช่องทาง Supermarket , Hypermarket เป็นช่องทางที่ได้รับความนิยมและเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น
ผลิตภัณฑ์เส้นผมสำหรับตลาด Premium เป็นตลาดใหญ่ ซึ่งมีสัดส่วนมากกว่า 50%ของจำนวนทั้งหมด โดยมีผู้นำตลาดเช่น Schwarzkopf, P&G, Wella, L'oreal
ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมมีแนวโน้มที่จะเติบโตอย่างต่อเนื่อง เช่น Hair Spray และ Hair Gel
สภาวะการแข่งขัน
ยูนิลีเวอร์เป็นบริษัทที่เป็นผู้นำในตลาดเส้นผมโดยมีสัดส่วนมูลค่าการขาย 32% จากมูลค่ามวลรวมในปี 2006 ผลิตภัณฑ์หลักคือ แชมพู (54% ของตลาดรวม) และ แฮร์คอนดิชันเนอร์ (45% ของตลาดรวม) ในปี 2006 โดยใช้ชื่อ Brand “ Sunsilk” จับตลาดลูกค้ารายได้ปานกลางถึงระดับต่ำ
อย่างไรก็ตามได้มีการเพิ่มขยายมูลค่าของผลิตภัณฑ์มากขึ้น เช่น Dove Shampoo ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างดีในปี 2006 โดยการวางตำแหน่งผลิตภัณฑ์เป็นแชมพูผสมมอยซ์เจอร์ไรซิ่งในราคาที่ไม่แพง
พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิลมียอดสัดส่วนมูลค่าการขาย 21%ในปี 2006 เป็นอัตราเติบโตที่น่าพอใจโดยเพิ่มขึ้น 16%จากปี 2001 เป็นอันดับรองจากยูนิลีเวอร์เท่านั้น ผลิตภัณฑ์ที่ประสบความสำเร็จคือ แชมพูและคอนดิชันเนอร์ ภายใต้ชื่อ Brand “ Pantene Pro-V และ Head & Shoulder”
ในปี 2006 พรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล มีการนำสินค้าสู่ตลาดมากขึ้นโดยเฉพาะใน Brand Pantene Pro-V และ Head & Shoulder กลยุทธ์ที่เห็นได้ชัดคือ การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่รวมถึงการเน้นการโฆษณามากขึ้น อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่เข้าสู่ตลาดใหม่มักจะเป็นหนักในด้านของประโยชน์ของการใช้ที่เห็นผลมากขึ้น
สินค้า Private Label มีสัดส่วนทางการตลาดลดลงในปี 2006 เมื่อเปรียบเทียบกับปีที่ผ่านมา เนื่องจากมีการแข่งขันทางด้านราคาและมีการนำเข้าสินค้าราคาถูกจากต่างประเทศมาจำหน่าย อย่างไรก็ตามแม้ว่าเป็นสินค้าราคาถูกแต่ลูกค้ายังคงมุ่งหวังในสินค้าที่มีอรรถประโยชน์มากขึ้น ทำให้ผู้ผลิตต้องมีการปรับตัวเช่นกัน
ตลาดผลิตภัณฑ์เส้นผมยังคงมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นกลุ่มเป้าหมายที่ลูกค้าระดับกลางมากขึ้น รวมถึงการพยายามยกระดับสินค้าให้เป็น Premium Product
ลูกค้าโดยทั่วไปหันมาให้ความสนใจในสินค้าที่สามารถพิสูจน์ให้เห็นผลได้มากขึ้น
ผู้ผลิตพยายามสร้างความแตกต่างของสินค้าให้มากขึ้นเพื่อยกระดับการแข่งขันและเพื่อความได้เปรียบเชิงการแข่งขัน
ตลาดผลิตภัณฑ์เส้นผมในร้านเสริมสวยยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง เนื่องจากการวิจัยตลาดพบว่า ลูกค้าส่วนใหญ่มีความสนิทสนมและมักเชื่อถือคำแนะนำจากช่างทำผม ซึ่งสามารถผลักดันสินค้าได้เป็นอย่างดี
บริษัทใหญ่ เช่น ยูนิลีเวอร์และพรอคเตอร์แอนด์แกมเบิล ต่างทำตลาดอย่างเต็มที่โดยการเพิ่มการลงทุนทางด้านการตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆออกสู่ตลาดมากขึ้น และนำกลยุทธ์เสนอสินค้าคุณภาพดีและราคาถูกเสนอแก่ตลาดร้านเสริมสวยมากขึ้น